← กลับหน้าหลักสูตร

การออกแบบและการวางระบบน้ำเพื่อการเกษตร

ระดับเริ่มต้น – กลาง1 วันOnline / Onsite
การออกแบบและการวางระบบน้ำเพื่อการเกษตร

ฝึกอบรม

เรียนรู้การออกแบบและวางระบบน้ำสำหรับ Smart Farm ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำ การคำนวณและเลือกปั๊มน้ำ การเลือกท่อและหัวฉีด ระบบสปริงเกอร์และน้ำหยด ไปจนถึงการวางแผนระบบน้ำสำหรับสวนผลไม้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร สามารถออกแบบ เลือกใช้อุปกรณ์ และวางระบบน้ำ (สปริงเกอร์และน้ำหยด) ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตในระยะยาว

เนื้อหาการอบรม

01

Module 1: บทนำ – พื้นฐานและหัวใจสำคัญของ “น้ำ” กับการเกษตร

  • น้ำคือปัจจัยหลักของการทำการเกษตร
  • การเลือกแหล่งน้ำ (น้ำบาดาล vs น้ำประปา) และการประเมินปริมาณน้ำต้นทาง
  • ความสำคัญของวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด
  • ผลกระทบจากการให้น้ำมากเกินไปและน้อยเกินไป
02

Module 2: ส่วนประกอบหลักของระบบน้ำสวนเกษตร (เจาะลึกระบบสปริงเกอร์)

  • น้ำต้นทางและถังพักน้ำ: การคำนวณปริมาณน้ำย้อนหลังจากจำนวนหัวฉีดและชนิดพืช
  • ท่อประธาน (ท่อเมน): การเลือกท่อหลักขนาด 2 นิ้วขึ้นไปที่ทนแรงดันได้ดี
  • ท่อย่อย: การลำเลียงน้ำเข้าสู่หัวฉีดขนาด ½ นิ้ว หรือ ¾ นิ้ว
  • ปั๊มน้ำ: การทำหน้าที่อัดฉีดและรักษาแรงดันน้ำให้ทั่วถึง
  • หัวฉีดสปริงเกอร์: เลือกแบบหยดหรือแบบพุ่งให้ตรงกับพฤติกรรมการใช้น้ำของพืช
03

Module 3: เจาะลึก “ระบบน้ำหยด” (Drip Irrigation)

  • ข้อดีของระบบน้ำหยด: ประหยัดน้ำ ความสม่ำเสมอสูง ควบคุมง่าย ราคาถูก (หัวละไม่ถึง 5 บาท)
  • ข้อควรระวังเรื่องดิน: ดินต้องไม่ขังน้ำเพื่อป้องกันรากเน่า
  • เทคนิคการปลูกสำหรับระบบน้ำหยด: การยกโคนต้นเพื่อป้องกันน้ำขังบริเวณปลายราก
  • การทดลองหาปริมาณน้ำที่เหมาะสมที่สุดกับพืชแต่ละชนิด
04

Module 4: การเลือกใช้อุปกรณ์สำหรับการวางระบบน้ำ

  • หลักการเลือกปั๊มน้ำ: คำนวณแรงม้าให้เหมาะสมกับขนาดท่อและปริมาณน้ำ (เช่น ท่อ 2 นิ้ว ควรใช้ปั๊ม 2 แรงม้า)
  • ท่อ PE: เหมาะกับท่อขนาดเล็กกว่า 20 มม. ราคาถูก เหมาะกับการเกษตรขนาดย่อม
  • ท่อ PVC: ทนทานสูง หาซื้อง่าย เหมาะกับท่อประธานขนาดใหญ่กว่า 2 นิ้ว
  • เทคนิคป้องกันความเสียหายจากการเลือกอุปกรณ์ไม่เหมาะสม
05

Module 5: การวางแผนระบบน้ำสำหรับ "สวนผลไม้"

  • ปริมาณน้ำกับชนิดพืชและสภาพดิน: การออกแบบระบบให้สอดคล้อง
  • น้ำกับช่วงเวลาการเติบโต: ปรับปริมาณน้ำตามระยะเจริญเติบโต (เช่น ทุเรียนช่วงออกดอก)
  • การจัดวางระยะปลูก (Spacing): ออกแบบผังแปลงไม่ให้พืชแย่งสารอาหาร น้ำ และแสงแดด
  • ระยะเวลาและการคืนทุน: วางแผนระบบน้ำให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
  • ระบบน้ำกับการจัดการโรคพืช: ป้องกันโรคและแบคทีเรียผ่านการออกแบบระบบน้ำที่ดี